2007/May/24

ขอบคุณมากเลยนะคะที่คุณช่วยบริจาคเสียงให้แก่ผู้พิการที่นี่ ทุกๆคนต้องขอบคุณในความมีน้ำใจของคุณมาก ขอให้คุณมีแต่ความสุขกับผลบุญนี้นะคะผู้ดูแลสถานสงเคราะห์แห่งนี้กล่าวกับคิมหันต์ที่ยิ้มน้อยๆออกมา

...หากผลบุญนี้จะตกเป็นของใครก็สมควรเป็นของฟาง ถ้าทำได้ขอให้ฟางที่อยู่บนสวรรค์นั้นได้รับรู้คำขอบคุณนี้ด้วยเถอะ...เพราะเธอเองไม่ใช่หรอที่เป็นคนบอกให้เขาทำบุญแบบนี้

ที่จริง...การบริจาคเสียงนี้เป็นความตั้งใจของฟางตั้งแต่ก่อนที่จะผ่าตัดและไม่อาจพูดได้เสียอีก เธอได้อัดเทปเพื่อเล่านิทานให้คนตาบอดฟัง หากแต่ทว่ายังไม่ทันที่จะได้อัดจนจบ เธอก็ต้องผลัดมือมาให้คิมเป็นคนช่วยสานต่อเจตนารมณ์นี้แทน

หลังจากเสร็จภารกิจที่ฟางทิ้งไว้ให้เขา ชายหนุ่มก็ก้าวออกจากที่แห่งนั้นมาด้วยความอิ่มเอมใจและรู้สึกอบอุ่นเมื่อได้ยินเสียงของฟางในเทปม้วนนั้นเป็นครั้งสุดท้าย...เขาเดินออกมาด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ข้ามถนนตรงทางม้าลายนี่ไปอีกฟากหนึ่งก็จะถึงลานจอดรถแล้วหล่ะ

บรืนนนนนนน~~!!!

รถคันหนึ่งขับมาอย่างรวดเร็วและผ่านเขาไปเล่นเอาคิมตกใจเสียจนล้มลงไปกองบนพื้น เขาค่อยๆลุกขึ้นมาอย่างช้าๆแต่เห็นทีว่าผลบุญที่เขาได้ทำไว้นั้นคงส่งผลให้ฟางมาช่วยเขาเอาไว้สินะ

ฟึ่ด~

คิมหันต์นั้นขยี้ตาด้วยความประหลาดใจที่สุด แสงแดดสว่างจ้าแยงตานั้นทำให้เขามองเห็นไม่ถนัดนัก หากแต่ฟางนั้นกลับจับมือทั้งสองข้างของเขาและลดมันลงมา แสงแดดที่แยงตานั้นหายไปเมื่อเธอสยายปีกสีขาวทั้งสองข้างที่ทำมาจากขนนกออกเพื่อบดบังความเจิดจ้าของดวงอาทิตย์

ภาพของภรรยาที่คุ้นตาอยู่ในชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ เธอนั้นประคองเขาขึ้นมาก่อนที่จะโอบกอดเขาเอาไว้แน่นเท่าที่ลำแขนเล็กๆทั้งสองจะสามารถกอดใครคนหนึ่งด้วยความรักหมดใจได้

...ฟาง...ฟางจริงๆหรอ!คิมนั้นพูดออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ เขากอดเธอแน่นเข้าด้วยความคิดถึงที่ล้นออกมาจากหัวใจทุกห้อง เธออยู่เบื้องหน้าเขาจริงๆสินะ

เสียงหัวเราะคิกคักเบาๆนั้นทำให้คิมหันต์คลายลำแขนออกก่อนที่จะถามกลับไปด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจแบบเด็กๆ

ฟางอยู่ตรงนี้จริงๆ...ฟาง โธ่...พี่ไม่รู้จะพูดยังไงดี พี่...

มือใหญ่ที่หยาบกร้านนั้นประคองใบหน้าของหญิงสาวเบื้องหน้าอย่างทะนุถนอม เธอเองหัวเราะน้อยๆด้วยเสียงที่ใสราวระฆังแก้ว ก่อนที่จะลูบใบหน้าของเขาบ้าง

ไม่รู้จะพูดยังไงงั้นก็...ไม่ต้องพูดก็ได้นี่คะพี่คิม

และนี่ยิ่งทำให้คิมหันต์รู้สึกประหลาดใจและดีใจเข้าไปใหญ่ ฟางนั้นได้รับเสียงของเธอคืนมาแล้ว รอยยิ้มหวานนั้นทำให้ชายหนุ่มที่พูดอะไรไม่ออกคว้าตัวเธอเข้าจุมพิตเบาๆแทนความรู้สึกที่มากมายในอกของเขา

พี่คิดถึงฟางเหลือเกิน...ริมฝีปากหนาได้รูปนั้นบรรจงจูบลงที่หน้าผาก ก่อนที่จะไล่ลงมาที่เปลือกตาข้างซ้าย ปลายจมูก และครั้งสุดท้ายอย่างบางเบาที่ริมฝีปากรูปคันศรสีชมพูนั้น

.....................................................

................................................................................

......................................................................................................

เคลียร์!

คำสั่งนี้หลุดออกมาจากปากของคุณหมอเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อพบว่าคนไข้นั้นได้จากไปอย่างไม่อาจเหนี่ยวรั้งไว้ได้อีก ร่างที่อาบเลือดนั้นถูกส่งมาในอาการที่โคม่าอยู่แล้วแถมโดนชนเข้าจังๆจนลอยกระเด็นไปหลายเมตรแบบนั้นคงจะมีทางรอดได้อยู่หรอก

หมอเดินออกมาจากห้องไอซียูพร้อมกับเอ่ยกับญาติผู้ป่วยที่มารออยู่หน้าห้องด้วยความหวังอันน้อยนิด

หมอเสียใจด้วยจริงๆ...

เพียงเท่านั้นวัตที่ยืนอยู่ข้างๆก็แทบจะประคองแม่ที่ล้มลงแทบไม่ทัน ข่าวการจากไปอย่างกะทันหันของพี่ชายนั้นทำเอาวัตเองรู้สึกตกใจไม่แพ้กับที่แม่ของเขารู้สึก หากแต่เด็กหนุ่มไม่คิดว่าพี่ชายของตัวจะจากไปจากโลกนี้โดยทิ้งแม่และน้องชายไว้เบื้องหลัง

...วัตรู้ดีว่าหลังจากที่พี่สะใภ้ของเขาจากไปแล้วพี่คิมของเขาก็ไม่เป็นอันทำอะไรได้เลย วันๆเอาแต่นั่งเหม่อลอยอยู่ที่ริมทะเลเพื่อดูพระอาทิตย์ตกทุกวันๆจนแม่เองก็จนปัญญาจะพูดด้วยได้

หรือว่าที่พี่ชายของเขาจากไปแบบนี้เพราะต้องการไปหาพี่สะใภ้กันแน่นะ?...

.....................................................................................................................

...............................................................................

.................................................

ทำไมฟางถึงมาหาพี่ได้หล่ะ?คิมหันต์นั้นเดินจับมือกับฟางมาตลอดทาง หลังจากตื่นเต้นดีใจที่ได้เจอเธออีกครั้งแล้ว เขาก็เดินจูงมือเธอมาเรื่อยๆจนกระทั่งถึงชายหาดที่พวกเขามาดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันเสมอๆ

คำถามนั้นหญิงสาวยังไม่ยอมตอบเขา เธอเดินตรงลงทะเลไปก่อนที่จะสาดน้ำใส่หน้าเขาจนเปียกปอนไปหมด ฟางแกล้งเขาทิ้งไว้ก่อนที่จะวิ่งหนีคิมที่ไล่ตามมาเอาคืนอย่างไม่ลดละ จนกระทั่ง...

ตุบ~!

แขนใหญ่คว้าตัวเธอได้ทันก่อนที่จะเซจนล้มลงบนพื้นทรายนิ่มๆ ปีกสีขาวที่กลางหลังของฟางนั้นแผ่ลงบนผืนทรายสีขาว คิมหันต์ที่ได้โอกาสนั้นกดไหล่เล็กๆไว้มืออีกข้างสอดเข้าไปใต้เส้นผมสีมะเกลือตัดกับเม็ดทราย ฟางนั้นมีท่าทีเขินออกขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แก้มทั้งสองข้างเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูเมื่อใบหน้าของสามีนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้

พี่คิมขี้เล่นแบบนี้เสมอเลยจริงๆ...อยู่ที่นี่คนเดียวคงซนมากเลยสินะเธอแซวเขา หากแต่ไม่กี่วินาทีริมฝีปากของเขาก็ตรงเข้ามาปิดปากเธอเสียจนไม่อาจหลุดคำพูดกวนๆออกมาได้อีก

พี่ซนไม่ได้หรอก...พี่เหงามากเวลาที่ไม่มีฟางอยู่ด้วย บ้านทั้งหลังดูกว้างเกินไปสำหรับพี่จริงๆ...ฟางกลับไปอยู่กับพี่นะคะ

ดวงตาสีนิลนั้นจ้องมองเธอด้วยความจริงจังกับคำขอร้องนั้น หากแต่ฟางกลับอมยิ้มน้อยพร้อมกับโอบกอดเขาแน่น เธอกระซิบข้างหูเขาอย่างแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลไม่ผิดแผกไปจากในอดีตแม้แต่นิดเดียว

ฉันกลับมาไม่ได้หรอก...แต่ว่าพี่คิมไปกับฉันได้นะเธอพูดพร้อมกับลูบผมนุ่มราวขนแมวของเขาเบาๆ แม้คิมจะแปลกใจกับประโยคนี้แต่เขาก็ถามกลับมาแทบจะในทันที

พี่ไปอยู่กับฟางได้หรอ?แล้วพี่ต้องทำยังไงหล่ะ

ซ่า~~~

เสียงคลื่นซัดสาดเข้ามาในชายฝั่ง แสงอาทิตย์สุดท้ายของวันสาดส่องอยู่ ณ ปลายฟ้า ดวงตะวันกลมกำลังลาลับหายจมไปในทะเลกว้าง ทิ้งให้ท้องฟ้านั้นมีสีชมพูสวยงามเพื่อรอการมาของพระจันทร์ที่จะมาฉายแสงต่อ

พี่คิมแค่ตอบมาคำเดียวก็พอว่าอยากไปกับฉันรึเปล่า?เราจะได้ไปอยู่ด้วยกันในที่ๆรักของเรานั้นจะได้เป็นนิรันด์ยังไงหล่ะ ที่แห่งนั้นสวยมากนะ...ฉันอยากให้พี่คิมได้เห็นบ้าง พี่คิมจะไปกับฉันได้ไหม?

คิมหันต์เขยิบตัวออกมาห่างจากเธอนิดหนึ่งก่อนที่จะสบตาดวงตากลมโตที่จ้องมองทั้งรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยน คำตอบของเขามันชัดเจนในใจอยู่แล้วไม่ต้องรอให้เธอถามให้มากความอีกเลยแม้แต่น้อย

ไม่ว่าฟางจะอยู่ที่ไหนพี่จะขออยู่ข้างๆฟางของพี่ตลอดไป

จริงๆนะ!ฉันรักพี่คิมที่สุดเลยเธอร้องออกมาอย่าดีใจ น้ำตาใสๆร่วงลงมาจากหางตา เธอตรงเข้าซบหน้าลงกับอกกว้างของเขาแน่นด้วยความรัก

กลิ่นหอมฟุ้งจากผมยาวสลวยขึ้นมา คิมหันต์สูดกลิ่นที่คุ้นเคยนี้เข้าเต็มปอดพร้อมกับกอดเธอแน่น แม้เธอจะมีปีกเขาก็ไม่มีวันยอมให้เธอบินหนีเขาไปไหนได้อีกแล้วหล่ะ เขาจะจับเธอไว้ด้วยสองมือเปล่าๆของเขาเอง

แล้วจะรออะไรอีกหล่ะเขาถามออกมาทั้งรอยยิ้ม

...ทันทีที่พูดจบฟางก็สยายปีกสีขาวของเธอออกบินขึ้นฟ้า มือเล็กๆนั้นยังคงจับมือของเขาเอาไว้แน่นอย่างที่จะไม่มีวันปล่อยให้แยกจากกันได้อีกตลอดไป

หากคุณได้มองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามเย็นที่ชายทะเลแห่งนั้น ลองสังเกตก้อนเมฆสีขาวๆดูแล้วบางทีคุณอาจจะพบรูปเทพธิดาที่มีปีกสีขาวจับมือกับชายคนรักของเธออยู่ที่ปลายฟ้าก็เป็นได้...


edit @ 2007/05/24 00:42:59

2007/May/20

...สายลมหนาวพัดโชยเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดค้างไว้ ดูเหมือนชายที่นั่งอยู่มุมห้องนั้นจะไม่สนใจที่จะปิดมันเลยแม้ว่าร่างกายของเขาจะเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งปานใดก็ตามที

คิมหันต์นั้นไม่ว่างพอที่จะสนใจร่างกายของตนอีกแล้ว ณ เวลานี้เขาขอแค่ให้นิ้วมือทั้งสิบยังคงกระดิกได้ก็พอ เพราะในมือของเขานั้นถืออัลบั้มภาพเอาไว้อยู่...ภาพที่มีรูปของฟางกับเขาในอดีตอัดแน่นอยู่เต็มไปหมด


แปะ...น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนหลังมือของเขาเมื่อเห็นว่าทุกรูปของภรรยายังคงส่งยิ้มตอบกลับมาให้ไม่จืดจาง...

สำหรับเขาแล้วเขารู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอเสียเหลือเกินเมื่อขาดเธอไป หากเปรียบกับเธอที่รู้ว่าความตายอยู่เบื้องหน้า แต่เธอกลับยังเข้มแข็งและส่งยิ้มให้เขาเสมอๆ หรือแม้ในบางทีก็มีเหมือนกันที่เธอกอดเพื่อปลอบโยนเขาให้ยอมรับความจริงให้ได้


...ในระยะหลังๆที่เนื้อร้ายนั้นขยายตัวขึ้นในลำคอของหญิงสาว ฟางนั้นยอมรับการผ่าตัดแต่โดยดีแม้หมอจะบอกเธอให้เผื่อใจรับความผิดหวังไว้เสียหน่อย

"หมออยากบอกคุณไว้ก่อนว่าการผ่าตัดในระยะนี้มันเสี่ยงมาก มันอาจช่วยยืดเวลาให้คุณมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกซักพัก หากแต่บางที...มันอาจจะต้องแลกเปลี่ยน"

...คำว่า"แลกเปลี่ยน"หลังจากที่หมอขยายความให้ฟังนั้นมันแปลได้ว่าเวลาที่เธอจะใช้ชีวิตได้ยาวนานขึ้นอาจต้องแลกมาด้วยการสูญเสียความสามารถในการพูดไปตลอดกาล

คิมหันต์เองยืนกรานว่าไม่ยอมให้เธอเสี่ยงด้วยเป็นแน่แท้ เขาไม่อยากให้ฟางที่สดใสร่าเริงนั้นต้องซึมเศร้า เธอเป็นเด็กผู้หญิงช่างพูดช่างเจรจามาแต่ไหนแต่ไร...บางทีเขาเองก็เคยบอกว่าเบื่อเหลือเกินที่เธอพูดได้ตลอดเวลาไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย หากแต่มาในวันนี้...

"พี่ไม่ยอม...ฟางอาจพูดไม่ได้ไปตลอดชีวิตก็ได้นะ พี่ว่า...เราน่าจะมีทางอื่นที่ดีกว่านี้ และไม่ต้องเสี่ยงด้วย"

เขาเอ่ยขึ้นมาอย่างดื้อรั้นเป็นที่สุด หญิงสาวเบื้องหน้านั้นกุมมือเขาเอาไว้ก่อนที่จะจ้องมองด้วยแววตาที่เธอมักจะใช้บ่อยๆเวลาที่ต้องการให้เขาสงบใจและฟังในสิ่งที่เธออยากจะพูด

"...ฉันแค่อยากอยู่กับพี่ต่อไป ฉันรู้ดีว่าเวลาของฉันเหลือน้อยลงเรื่อยๆ หากมีทางใดที่จะยืดเวลาแห่งความสุขนี้ให้ได้นานที่สุดฉันเองก็ยินดีที่จะทำ...พี่คิมเชื่อสิ ฉันอยากตัดสินใจในเรื่องนี้เอง แต่ถึงแบบนั้นฉันก็ยังเชื่อฟังพี่อยู่นะ เพราะพี่คิมคือสามีที่ฉันยินดีจะเคารพเชื่อฟังเสมอ...ขอฉันได้ไหม?แค่เรื่องนี้หน่ะเข้าใจฉันเถอะนะ"


...สายตาวิงวอนนั้นทำให้คิมใจอ่อน เขาเข้าใจดีว่าชีวิตของเธอผ่านเรื่องร้ายๆมามากมาย ยิ่งเรื่องที่ถูกบังคับให้ทำนู่นทำนี่หรือห้ามไม่ให้ทำในสิ่งที่เธออยากทำตอนที่เธออยู่กับริวนั้น เรื่องนี้ทำให้คิมสาบานกับตัวเองมาตลอดว่าเขาจะให้เธอใช้ชีวิตอย่างที่เธออยากเป็น โดยเขายินดีที่จะอยู่ข้างๆดูแลเธอเสมอ คำสาบานนั้นได้ผูกมัดเขาไว้อย่างไม่อาจดิ้นหลุดได้นับแต่วันที่เขาขอเธอแต่งงาน จวบจนบัดนี้...

อิสระในการตัดสินใจนั้นอยู่ในมือของเธออยู่แล้ว...มีหรือที่เขาจะกล้าหักปีกแห่งอิสรภาพที่เขาเองเป็นคนหยิบยื่นให้เธอและพาเธอหนีมาจากริว หากเขาเอาแต่หัวดื้อและคัดค้าน ฟางเองคงรู้สึกไม่ดีที่ปีกทั้งสองข้างที่สยายออกมาได้นั้นถูกเขาที่เธอรักหักมันลงกับมือแบบนี้



จนแล้วจนรอดคิมก็ถอนหายใจออกมาเบาๆเป็นเชิงว่ายอมรับสิ่งที่ฟางขอร้อง ภรรยาที่นั่งอยู่ตรงหน้าเข้าใจความรู้สึกของเขาดีกว่าใครๆ สีหน้าที่ดูหม่นหมองนั้นฉายให้เห็นอยู่บนใบหน้าที่คุ้นตาแม้แต่ยามหลับใหลเธอก็ยังคงเห็นหน้าของคนๆนี้ชัดเจนอยู่ใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท เพราะฉะนั้นคงไม่แปลกที่เธอจะรับรู้ถ้อยคำของเขาที่ถ่ายทอดผ่านออกมาจากสีหน้านั้น

"...พูดไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนี่นา ดีออกต่อไปพี่คิมจะได้ไม่ต้องฟังฉันบ่นอีก เนอะ~"
เธอส่งยิ้มให้อย่างสดใส แต่เขากลับยิ้มไม่ออกกับมุขตลกของเธอ

"ถ้าพี่เลือกได้พี่อยากฟังเสียงบ่นของฟางตลอดไปมากกว่า..."

คำพูดรั้นๆนั้นทำให้ฟางรู้ว่าคิมยังคงยืนยันความคิดเดิม ร่างบางขยับเข้าหาเขาก่อนที่จะโอบกอดผู้ชายที่เธอรักที่สุดคนนี้ไว้แน่นเท่าที่ลำแขนเล็กๆของเธอจะทำได้ คิมที่เห็นแบบนั้นก็ยินดีรับอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นไว้อย่างเต็มใจที่สุด

"พี่คิม...ตอบฟางมาคำนึงนะ แค่คำเดียวว่าใช่หรือไม่ใช่ก็พอ"

"..."มือใหญ่ลูบผมเธอเบาๆเป็นเชิงรับรู้


"หากต่อไปฉันบอกว่ารักพี่ไม่ได้พี่จะหนีฉันไปรักผู้หญิงคนอื่นไหม?"


ผลั่ก~!
คำถามนั้นส่งผลให้คิมผลักตัวของฟางออกด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าโกรธจัด เขากำลังจะอ้าปากโต้ตอบกลับไป หากแต่นิ้วเรียวยาวของเธอนั้นปิดปากเขาเอาไว้ทัน

"แค่ใช่หรือไม่ก็พอ..."เธอย้ำคำพูดเดิมๆ และถึงแม้จะไม่พอใจแต่คิมก็ยอมทำตามแต่โดยดี

"ไม่"เขารับคำหนักแน่นและคำตอบนี้ทำให้คนตรงหน้ายิ้มออกมาน้อยๆ



"แล้วถ้าเป็นแบบนั้นพี่จะยังรักฉันเหมือนเดิมใช่รึเปล่า?"

"ใช่"



...เพียงเท่านั้นที่เธอต้องการ ร่างบางๆเคลื่อนเข้ามาหาเขาก่อนที่จะเขย่งปลายเท้าเพื่อยกตัวเองให้ขึ้นไปจุมพิตเบาๆกับริมฝีปากของร่างสูงเบื้องหน้าแทนรางวัลที่เขาตอบคำถามได้ตรงใจเธอที่สุด

คิมหันต์ได้แต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมไปวันๆ เขารู้ดีว่าโอกาสที่ฟางจะกลับมาเป็นปกตินั้นแทบจะเป็นศูนย์ แต่เขาก็ยังคงต้องยอมให้เธอทำในสิ่งที่เธอคิดว่าถูกต้องสำหรับเธอ



...ถึงแม้จะเป็นความจริงที่ว่าฟางซึ่งตื่นมาหลังจากเข้ารับการผ่าตัดจะไม่สามารถพูดกับเขาได้อีก แต่เธอก็ไม่เคยร้องไห้ออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว

ในวันนั้น...คิมยังจำได้ดีว่าฟางซึ่งตื่นมาและพยายามที่จะพูดนั้นพบว่าไม่มีเสียงอันใดเปล่งออกมาจากกล่องเสียงของเธอ หญิงสาวปิดปากลงเมื่อเป็นว่าสามีของตัวเองชะงักงันกับความสูญเสียในครั้งนี้

"...ฟาง...ตกลงว่า..."
คิมหันต์เองก็รู้สึกเหมือนกับตัวเองสูญเสียความสามารถในการพูดไปอีกคน คำพูดมากมายที่เขาเตรียมมาเพื่อแสดงความยินดีกับเธอนั้นถูกกลืนลงคอไปหมดสิ้นเมื่อพบว่าภรรยาไม่อาจเอ่ยเสียงหวานๆให้เขาได้ยินอีกตลอดชีวิต

ดวงตากลมนั้นมีแววอ่อนแสงลง หากแต่ไม่ใช่เพราะเธอเสียใจที่ไม่อาจพูดได้อีก แต่มันเป็นเพราะเธอกำลังจะสื่อความรู้สึกที่อยากปลอบโยนเขาออกไปเสียมากกว่า



...ในช่วงระยะแรกนั้นฟางไม่อาจใช้ภาษามือได้ในทันที บ่อยครั้งนักที่เธอจะต้องเขียนคำพูดลงในกระดาษและยื่นให้เขาซึ่งคิมหันต์เก็บกระดาษเล็กๆพวกนั้นไว้ทุกๆใบ

อีกหนึ่งอุปสรรคที่ทั้งคิมและฟางต่างต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้ แม้การที่จะต้องฝึกภาษามืออาจจะยากในทีแรก แต่พอฟางเริ่มใช้ไปเรื่อยๆคิมเองก็เริ่มชินและใช้ภาษานี้ได้คล่องในที่สุด

จนมาวันหนึ่ง...ฟางเองอยากทดสอบเขาและเธอเอาหนังสือภาพที่มีสีสวยเล่มหนึ่งมายื่นให้กับสามีของเธอที่นอนอยู่บนเตียง

'พี่คิม...อ่านนิทานเรื่องนี้ให้ฉันฟังทีสิ'
เธอขยับมือไปมาแบบนี้พร้อมกับยื่นหนังสือภาพให้เขาที่รับมาพร้อมกับรอยยิ้ม

"นึกยังไงกัน?ทำเหมือนกับเป็นเด็กๆแหนะ...ก็ได้ๆ มานอนตรงนี้สิ อ่านจบแล้วก็หลับซะดีๆหล่ะ"

เขาพูดขำๆเหมือนกับตัวเองเป็นคุณพ่อบ๊องๆที่ต้องอ่านนิทานให้ลูกสาวแสนดื้อฟังถึงจะยอมหลับได้ ฟางนั้นตรงเข้าไปซุกตัวใต้ผ้านวมอบอุ่นข้างกายเขาแต่โดยดี และคิมเองก็กางสมุดภาพออก

"กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว..."

พรวด~!
หญิงสาวที่นอนอยู่ดีแล้วนั้นลุกขึ้นมาก่อนที่จะส่งสัญญาณมือใหม่อีกครั้ง

'ให้เล่านิทาน แต่ต้องเล่าเป็นภาษาใบ้เข้าใจไหม?'เธอว่าอย่างนั้น แม้จะงงๆและรู้สึกลำบากใจอยู่เพราะตัวของคิมเองก็ไม่ค่อยสันทัดภาษาใหม่นี้เท่าไหร่ แต่เขาก็ยอมทำตามคำขอของภรรยาแม้จะไม่เข้าใจสิ่งที่เธอคิดอยู่เลยก็ตามที


คิมนั้นขยับแขนไปมาอย่างยากเย็นและทุลักทุเลพอสมควร บางทีเขาก็ทำท่าผิดจนฟางหัวเราะจนตัวงอก็มี จนกระทั่ง...

'สำหรับเจ้าหญิงเงือกน้อยแล้ว เธอรู้ตัวดีว่าตัวเองจะต้องกลายเป็นฟองไปในวันที่เจ้าชายแต่งงานกับหญิงสาวคนอื่น แต่เธอไม่อาจตัดใจฆ่าเจ้าชายได้ดังนั้นเธอจึงโยนมีดลงสู่ก้มบึ้งของมหาสมุทร...และเมื่อแสงแรกของดวงอาทิตย์ได้สาดส่องลงมา...เธอก็สลายกลายเป็นฟองไปในที่สุด...'



บทจบที่แสนเศร้า...คิมเองที่เล่าอยู่ก็รู้สึกว่ามันไม่ถูกเลยที่เจ้าหญิงเงือกน้อยต้องเสียสละตัวเอง ทั้งๆที่เธอก็ยังมีโอกาสรอด...หลายอย่างที่เจ้าหญิงได้ทำลงไป ไม่ว่าจะต้องแลกเสียงอันแสนไพเราะของเธอกับยาพิษของแม่มดที่จะทำให้เธอได้รับขามา หากแต่ขาคู่ที่รับมานั้นทุกๆย่างก้าวราวกับว่ามีเข็มนับพันคอยทิ่มแทงให้เธอเจ็บปวดตลอดเวลา

...สำหรับคิมแล้วไม่เห็นเหตุผลที่เจ้าหญิงจะต้องยอมเสียสละทุกๆอย่างขนาดนั้นเลย

จนเมื่อฟางที่นอนอยู่หยัดกายขึ้นมานั่งข้างๆเขา

'เจ้าหญิงเงือกน้อยทำถูกแล้วหล่ะ'
เธอพูดเหมือนรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรในใจอยู่อย่างนั้นหล่ะ

"พี่ว่าไม่ถูกนะ ถ้าเจ้าหญิงยอมเอามีดที่พี่สาวทั้งหกของเธอมอบให้ไปฆ่าเจ้าชายที่ไปรักหญิงอื่นเสีย เจ้าหญิงก็จะรอด พี่ว่าไม่ถูกที่จะให้ผู้หญิงตัวเล็กๆเสียสละทุกสิ่งๆทุกอย่างแบบนี้..."เขาแย้งออกมาเป็นคำพูด



ฟางที่จ้องมองเขาอยู่นั้นส่ายหน้าน้อยๆก่อนที่จะลูบแก้มเขาเบาๆ
'พี่คิมไม่เข้าใจหรอก...'

"ยังไงหล่ะ?พี่พูดผิดหรอ?"

'ก็ไม่เชิงผิดหมด...แต่พี่รู้ไหมว่าทำไม?ก็เพราะเจ้าหญิงรักเจ้าชายมากหน่ะสิ รักมากจนยอมเสียสละได้ทุกอย่างแม้จะต้องเจ็บปวดทุกๆครั้งที่ก้าวเดิน หรือแม้แต่ยอมตายแทนเจ้าชาย...ที่ทำไปก็เพราะเธอรักเจ้าชายมากที่สุด ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ยอมทั้งนั้นขอแค่ได้อยู่เคียงข้างเขา เธอก็มีความสุขแล้ว'


คิมหันต์นั้นไม่เข้าใจในทีแรกจนเมื่อฟางนั้นพูดย้ำออกมาชัดๆอีกครั้งหนึ่ง

'เหมือนกับฉันไงหล่ะ...ฉันยินดีแลกเสียงของฉันกับการที่จะได้อยู่กับพี่ก็พอ'


ถึงตรงนี้เมื่อฟางลดมือลงลำแขนใหญ่ของคนตรงหน้าก็ดึงเธอเข้ามากอดแน่น...นี่หรอเหตุผลที่ฟางบอกให้เขาอ่านนิทานเรื่องนี้ให้เธอฟัง อ่านด้วยภาษาใบ้เพื่อให้เขาเข้าใจถึงความรู้สึกที่แท้จริงของเจ้าหญิงเงือกน้อยที่ไม่มีแม้กระทั่งเสียงที่จะบอกรักกับเจ้าชายของเธอได้...ที่ทำไปทุกอย่างก็เพื่อที่จะให้เขามองเห็นความรู้สึกนี้สินะ

"...พี่เข้าใจแล้วหล่ะ แต่พี่ไม่ได้งี่เง่าเหมือนเจ้าชายนะ...ที่จะไม่เห็นว่าคนสำคัญที่แท้จริงเป็นใครกันแน่...หากพี่เป็นเจ้าชายพี่จะไม่รอคอยให้เจ้าหญิงเงือกน้อยมาบอกว่ารักพี่หรอก เพราะพี่รู้ดีว่าเธอไม่อาจพูดได้...แต่พี่ยังพูดคำๆนั้นได้นี่นา"

ดวงตากลมโตจ้องมองเข้าไปในตาสีนิลของคนเบื้องหน้านิ่ง จนกระทั่ง...

"พี่รักฟาง...ถึงฟางพูดไม่ได้ พี่จะพูดคำๆนี้แทนเองดีไหม?"



...แค่นี้ก็พอแล้วหล่ะ ขอแค่เขาได้ยินคำพูดนี้จากใจของเธอแม้ปากจะขยับแต่ไร้เสียง หากแต่ในวันนี้คำพูดเพียงสามคำนั้นได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเงียบสงัดแต่ชัดเจน ลึกลงไปในจิตใต้สำนึกนั้นเขาจะรับรู้ได้เองว่าเธอกำลังพูดคำๆนี้กับเขาอยู่

'ฉันรักพี่คิมค่ะ'


และแล้ว...ความลับภายใต้นิทานเล่มนี้ก็ถูกเปิดเผยออกมา แม้เจ้าหญิงเงือกน้อยจะกลายเป็นฟองไปแล้ว แต่เธอก็รู้ดีว่าลึกๆแล้วเจ้าชายเองก็คงรับรู้คำพูดนี้เช่นกัน...


edit @ 2007/05/20 21:12:21
edit @ 2007/05/21 13:35:37

2007/May/20

"พี่คิมคะ ฉันว่าเราต้องซื้อเครื่องกรองน้ำด้วยนะ"

ฟางนั้นพยายามฝืนยิ้มออกมาผิดกับเขาที่มีสีหน้าทรุดโทรมมากเมื่อรู้ผลตรวจจากหมอ หมอพูดมาได้อย่างไรว่าฟางกำลังจะตาย เขายอมไม่ได้หรอกและเขาคงไม่เก่งพอที่จะยิ้มออกมาได้เหมือนกับที่เธอกำลังทำในตอนนี้ด้วย

"หรอ?..อืมนั่นสินะ"



คิมหันต์เดินตามฟางไปยังแผนกขายเครื่องกรองน้ำที่มีหลากแบบหลายรุ่นให้เขาเลือกซื้อ แน่นอนว่าต้องมีพนักงานขายที่คอยแนะนำอยู่ด้วย แต่ถึงกระนั้นความใจลอยของคิมก็ทำให้สิ่งที่พนักงานที่น่าสงสารนั่นพูดออกมเป็นเพียงแค่สายลมที่ลอยผ่านไปเท่านั้น

"...เอ่อ ผมขอแนะนำนะครับถ้าอยู่กันแค่สองคนใช้เครื่องขนาดกลางก็พอ"

หากแต่คำพูดของฟางนั้นกลับดึงเขาออกมาจากภวังค์ได้เพราะเธอพูดตอบกลับไปแบบนี้

"เปล่าค่ะ ไม่ได้อยู่กันสองคนหรอก อีกไม่นานแล้วหล่ะ ถ้ายังไงขอแบบที่ใช้กับคนๆเดียวได้ก็พอ"


...เธอพูดออกมาได้อย่างไร พูดออกมาได้หน้าตาเฉยเกี่ยวกับความตายของตัวเอง ไม่ว่าจะพาไปซื้อเตียงนอนด้วยกันหรืออะไรก็ตามที่มักใช้คู่กัน ฟางก็มักพูดแบบนี้เสมอ

คิมหันต์ไม่ชอบคำพูดแบบนั้นของเธอเลยจริงๆ เวลาที่เขาไม่พอใจเขาจะไม่ยอมพูดอะไรเอาแต่เก็บงำความรู้สึกไว้ในอกเท่านั้น และฟางที่รู้ดีกว่าใครๆก็คงต้องสังเกตเห็นเข้าแน่ๆ


ฟึ่บ..
มือเล็กแตะเบาๆที่ลำแขนใหญ่ของชายข้างตัวเพื่อสะกิดให้เขาหันมามองเธอ
"พี่คิมเป็นอะไร?โกรธหรอ?"

"เปล่า..."คำโกหกคำโตหลุดมาจากปากของเขา

"ถ้างั้นก็ร่าเริงไว้นะ เดี๋ยวเราจะกลับไปจัดบ้านด้วยกันต่อ ฉันอยากให้มันเสร็จเร็วๆ คงเป็นบ้านที่อบอุ่นมากเลยหล่ะ"



...เธอพูดถูกทุกอย่างเขาต้องรีบกลับไปจัดบ้านให้เสร็จ หลังจากที่ได้ฟังข่าวร้ายเรื่องโรคที่ฟางเป็นแล้ว คิมที่แต่งงานกับเธอโดยไม่ฟังคำทัดทานจากใครก็เริ่มเชื่อว่าความรักของเขานั้นคือบ่อนทำลายชีวิตของเธอ

อย่างที่ก่อนแต่งงานกันนั้นเขาได้ถูกเตือนเรื่องที่ว่าดวงชะตาของเขาจะแผ่รัศมีจนทำลายดวงชะตาของเธอที่อ่อนแรงอยู่แล้วให้แตกดับ แต่ก็เพราะคิมรักเธอมากและไม่อยากให้ใครมาแย่งเธอไปจากเขาได้อีก เขาจึงตัดสินใจแต่งงานลงไป

...และหนึ่งปีหลังจากนั้นฟางก็ต้องมาเจอกับข่าวร้าย

บ้านหลังนี้ถูกสร้างขึ้นใกล้ๆกับชายหาดที่เงียบสงบ ฟางชอบมาดูพระอาทิตย์ที่นี่บ่อยๆตอนที่พวกเขามาฮันนีมูนด้วยกัน ยิ่งเวลาของเธอเหลือน้อยลงเท่าใด คิมเองก็อยากทำทุกวิถีทางเพื่อให้เธอมีความสุขมากเท่านั้น


ซ่า~~~~...
น้ำที่ล้นออกมาจากกาต้มกาแฟนั้นทำให้คิมซึ่งรีบวิ่งมาปิดเครื่องกรองน้ำไม่ทันถูกฟางที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลดุเอาเสียยกใหญ่เลยทีเดียว เพราะเธอเป็นคนที่ออกจะเจ้าระเบียบอยู่เลยไม่ชอบเห็นบ้านเลอะเทอะ

"พี่คิมเนี่ยเอาแต่เหม่อนะ ดูสิน้ำหกหมด เช็ดพื้นซะดีๆเลย"

เธอว่าพร้อมกับส่งผ้าขี้ริ้วมาให้ คิมหันต์ในตอนนี้มึนงงไปหมดจนเกือบเอาผ้าสกปรกนั่นมาซับหน้าตัวเอง แต่ดีที่ฟางรั้งไว้ได้ทันก่อนที่จะหัวเราะเบาๆออกมา

"ตลกที่สุดเลย~พี่คิมนี่น้า~อันนั้นหน่ะไว้เช็ดพื้น แต่นี่หน่ะไว้เช็ดหน้านะ"

มือที่อ่อนโยนนั้นหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่มีลายกระต่ายออกมา แวบแรกที่เห็นมีหรือที่คิมจะจำมันไม่ได้ เขารู้ว่าเธอรักผ้าผืนนั้นมากเพราะเขาเป็นคนซื้อให้เธอ ในตอนนี้ฟางยิ้มน้อยๆและค่อยๆซับหน้าให้เขาเบาๆด้วยของที่เขาให้เธอ

"พี่...แค่คิดว่า อยากอยู่กับฟางแบบนี้ไปนานๆ ก็เท่านั้นเอง"



...เพราะความเลินเล่อที่คิมมัวแต่คิดถึงเรื่องฟางอยู่นั่นเองที่ทำให้ประสาทรับรู้ของเขาช้าลงไป เขาไม่อาจทำใจได้เลยจริงๆที่จะยอมเสียเธอไปโดยไม่ทำอะไรแบบนี้

หากทำได้เขาอยากขอต่อรองกับยมทูตที่จะรับวิญญาณของเธอไป...อยากขอให้หยุดเวลาในนาฬิกาทรายชีวิตของฟางเอาไว้กับเขานานๆ แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตกี่ปีของเขา คิมหันต์ก็ยินดีที่จะทำ...

เม็ดทรายในนาฬิกาของฟางนั้นร่วงพรูลงไปทุกที แต่ละวันที่ผ่านไปยิ่งทำให้จำนวนทรายที่เหลืออยู่น้อยนิดยิ่งพร่องลงไปเรื่อยๆ...




ซ่า~~...
เสียงน้ำล้นออกมานั้นทำให้คิมหันต์ที่นอนฟุบบนโต๊ะรีบวิ่งไปปิดเครื่องกรองน้ำแทบไม่ทัน เขาเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?...ดูสิพื้นเปียกน้ำไปหมดเลยมีหวังฟางได้ดุเขาแย่

ฟาง...นั่นสินะเธอจะดุเขาได้อย่างไรกัน?

ชายหนุ่มเดินคอตกไปหยิบผ้าขี้ริ้วมาก้มลงเช็ดพื้นเรื่อยๆ...หากแต่เช็ดเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักหมดเสียทีในเมื่อน้ำตาของเขาเองก็หยดลงบนพื้นจนเจือเป็นเนื้อด้วยกันกับน้ำที่นองอยู่...

หนึ่งเดือนแล้วที่ฟางจากเขาไป...ทิ้งเขาเอาไว้กับความเดียวดายที่บ้านหลังนี้ เหมือนดั่งเช่นที่เธอได้พูดไว้ตอนซื้อเครื่องกรองน้ำ หรือแม้แต่เตียงนอน...ฟางพูดถูกแต่เขาสิที่ผิดที่นึกพาลไปโกรธเธอ

...ของทุกอย่างมันควรมีสำหรับคนเพียงคนเดียวก็พอ...เพราะในวันที่ไม่มีเธอแล้ว ฟางรู้ดีว่าเขาจะต้องเจ็บปวดที่ว่าของชิ้นนั้นไม่มีคนมาร่วมแบ่งปันด้วยอีก

เตียงนอนของเขาทุกวันนี้มันช่างหนาวเย็นจับขั้วหัวใจแม้จะอยู่ในเดือนเมษายนแต่ก็ไม่ต่างอะไรกับเดือนธันวาคมเลยจริงๆ...

"พี่ทำน้ำหกตั้งเยอะ...ทำไมฟางไม่ดุพี่แล้วหล่ะ?เพราะอะไรกัน?ฟางมาว่าพี่สิ มาต่อว่าพี่ซักหน่อย จะตีพี่ก็ได้...ขอแค่กลับมาหาพี่ก็พอ..."



...ความเดียวดายที่เธอทิ้งไว้เบื้องหลังนั้นอยู่กับเขาเสมอ มันเหมือนเป็นเพื่อนสนิทที่ไม่เคยทอดทิ้งเขาไปเลยแม้แต่สักวันนับจากที่ฟางได้ทิ้งเขาไปตลอดกาล


edit @ 2007/05/20 21:10:05
edit @ 2007/05/21 13:36:29